ในขณะที่ โลกกำลังเผชิญวิกฤติราคาน้ำมันลดลงอย่างมหาศาลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากราคาสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อเดือน มิ.ย.
เหลือเพียงราวๆ 62.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อวันพุธ (10 ธ.ค.)
ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
สาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงหนักเช่นนี้ ปัจจัยที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ การที่
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งมีสมาชิก 12 ประเทศ
รวมทั้งผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน
และเวเนซุเอลา ตัดสินใจคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบเอาไว้ที่ 30
ล้านบาร์เรลต่อวันตามเดิม ที่การประชุม ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
เมื่อวันที่ 27 พ.ย.
การประชุมที่เกิดขึ้นนั้น
เรียกได้ว่าเป็นการหารือครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปีของโอเปก
เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางการลดลงอย่างหนักของราคาน้ำมันดิบ
ทั่วโลกต่างต้องการรู้ว่าชาติ โอเปก ซึ่งผลิตน้ำมันดิบคิดเป็น 40%
ของกำลังผลิตทั่วโลก จะใช้มาตรการอะไรเพื่อหยุดยั้งการตกต่ำนี้
แต่พวกเขาตัดสินใจไม่ทำอะไรเลย เชื่อว่าพวกเขาต้องการดูทิศทางลมไปก่อน
ทำให้ราคาน้ำมันลดฮวบทันทีในวันนั้น
รัฐมนตรีชาติโอเปกให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ก่อนการประชุมที่กรุงเวียนนาเมื่อ 27 พ.ย.
ขณะที่สาเหตุระยะยาวที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกลดลง ประกอบด้วย 3
ปัจจัยใหญ่ๆ 1. คือความเฟื่องฟูของการผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ
ของโลก ส่งผลให้มีน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้นผลักดันราคาให้ตกต่ำลง
โดยในขณะที่ชาติสมาชิกโอเปกผลิตน้ำมันในปริมาณที่สม่ำเสมอ ที่อื่นๆ
กลับผลิตมากขึ้น และสหรัฐฯ นำเป็นอันดับ 1
การผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวงของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
ได้อานิสงส์จากการปฏิวัติการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน
ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การขุดเจาะตามแนวนอน
ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ใต้พื้นผิวโลกได้ ส่งผลให้สหรัฐฯ
ผลิตน้ำมันดิบต่อวันได้มากกว่าช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เกือบเท่าตัว
นอกจากสหรัฐฯ การผลิตน้ำมันในประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่น
ที่แคนาดา เพิ่มกำลังผลิตจากประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเพียงในปี 2009
เป็นมากกว่า 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2013 รัสเซียเพิ่มการผลิตจากราว 9.5
ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2009 เป็น มากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2013
ส่วนลิเบีย กำลังเพิ่มระดับการผลิตน้ำมันดิบให้กลับสู่ภาวะปกติ
หลังจากต้องเผชิญสงครามกลางเมืองในปี 2011
ปัจจัยที่ 2 คือ
อุปสงค์หรือความต้องการซื้อน้ำมันที่ลดลงในหลายประเทศ
เช่นญี่ปุ่นและหลายชาติในทวีปยุโรป โดยมีข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะที่สหรัฐฯ
ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นมาเรื่อยๆ แต่อีกหลายประเทศไม่เป็นเช่นนั้น
พวกเขากำลังประสบปัญหา ซึ่งนั่นกระทบต่อความต้องการน้ำมัน
ยกตัวอย่างเช่นใน ยุโรป ซึ่งเคยบริโภคน้ำมันเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 15.3
ล้านบาร์เรล ในปี 2009 กลับลดลงเหลือต่ำกว่า 14.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี
2013 และลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้น
สถานการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นด้วย
ส่วนปัจจัยที่ 3
คือ ความก้าวหน้าของประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะ
ปัจจุบันรถยนต์ในสหรัฐฯ ใช้เชื้อเพลิงน้อยลงกว่าเมื่อก่อน
เพราะรถยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปี 2014
รถยนต์สหรัฐมีอัตราการใช้น้ำมันเฉลี่ย 25.3 ไมล์ต่อแกลลอน ดีขึ้นกว่าในปี
2008 ที่น้ำมัน 1 แกลลอนสามารถทำให้รถวิ่งได้เพียง 20.8 ไมล์
ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงทำให้เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจในชาติสมาชิกโอเปกบาง
ประเทศ เนื่องจากทำให้รายได้ลดลง ส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณ
และเริ่มมีการพิจารณาหาทางลดการใช้จ่ายของรัฐบาลแล้ว เช่นที่เวเนซุเอลา
ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโล ประกาศหลังการประชุมเอเปก
ว่าเขาจะตัดเงินเดือนตัวเองและเจ้าหน้าที่รัฐบาล
เป็นส่วนหนึ่งของการลดงบประมาณประเทศ
ส่วนที่รัสเซีย
อีกหนึ่งผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของโอเปก
กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ คาดการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า
เศรษฐกิจของประเทศจะหดตัวลง 8-10% ในปี 2015
เพราะการส่งออกน้ำมันสำคัญต่อรัสเซียมาก
วิกฤติราคาน้ำมันในปัจจุบันทำให้มูลค่าเงินรูเบิลของรัสเซียหายไปประมาณ 40%
เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
เหล่าผู้สังเกตการณ์ต่างกล่าวโทษว่า การลดลงของค่าเงินรัสเซีย
เป็นผลมาจากกำไรของการส่งออกน้ำมันที่ลดลง และการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
ที่ต้องการลงโทษรัสเซียกรณีเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในประเทศยูเครน
วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้ชาติผู้ส่งออกน้ำมันจะกำลังลำบากเพราะวิกฤติราคาตกต่ำ แต่
แอนดรูว์ โคลคูฮวน นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
'ฟิตช์ เรตติง' สาขาฮ่องกง มองว่า
การลดลงของราคาน้ำมันดิบกำลังช่วยเหลือเศรษฐกิจของทวีปเอเชีย
โคลคูฮวน ระบุว่า ประเทศเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ดังนั้น
การลดลงของราคาน้ำมันเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่พวกเขา และผลกระทบใดๆ
ก็ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาจะเก็บหรือใช้จ่ายรายได้นั้นหรือไม่
ในรายงานของฟิตช์ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
ระบุว่าจีนและชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียส่วนใหญ่
จะมีเงินได้มากขึ้นจากการลดลงอย่างมากของราคาน้ำมัน โดยเฉพาะไทย
ที่ใช้รายได้ของประเทศกว่า 15% ไปกับนำเข้าน้ำมัน มากที่สุดในภูมิภาค
และเห็นได้ว่า ไทย, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
เริ่มลดการสนับสนุนหรืออุดหนุนราคาน้ำมัน
ซึ่งเป็นมักเป็นรายจ่ายก้อนโตของรัฐบาลกันแล้ว
แต่ถึงกระนั้น
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า
ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นก่อนที่ราคาน้ำมันจะฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง โดย แจ็ค
เจอราร์ด ประธาน สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน กล่าวว่า
ปริมาณความต้องการน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น
และราคาจะหาจุดสมดุลของมันเองได้ในที่สุด.
Cr.ห้องนักลงทุน, mthai , munjeed
Saturday, December 13, 2014
ประกาศอัตราค่าบริการแท็กซี่มิเตอรในกรุงเทพฯ
กระทรวงคมนาคม ประกาศอัตราค่าบริการแท็กซี่มิเตอร์ ในกรุงเทพฯ
ประกาศจากกระทรวงคมนาคม เรื่อง การกําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน (TAXI - METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร
ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน (TAXI - METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ฉบับประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 นั้น
โดยที่อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน(TAXI - METER) ได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงและค่าครองชีพได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดอัตรา ค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนเสีย ใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน
อาศัยอํานาจตามความในข้อ 15 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนที่จดทะเบียน ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2550 ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน (TAXI - METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานครฉบับประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ข้อ 2 อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กําหนด ดังนี้
ระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 35.00 บาท
ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 40 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 60 กิโลเมตรละ 8.00 บาท
ระยะทางเกินกว่า 60 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 80 กิโลเมตรละ 9.00 บาท
ระยะทางเกินกว่า 80 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10.50 บาท
กรณีรถไม่สามารถเคลื่อนที่หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรานาทีละ2.00 บาท
ข้อ 3 อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กําหนด ดังนี้
(1) กรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท
(2) กรณีการจ้างจากท่าอากาศยานดอนเมืองหรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยรถยนต์รับ จ้างนั้นจอดรอคนโดยสารอยู่ในท่าอากาศยาน ณ จุดที่ได้จัดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 50 บาท
ข้อ 4 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศจากกระทรวงคมนาคม เรื่อง การกําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน (TAXI - METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร
ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน (TAXI - METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ฉบับประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 นั้น
โดยที่อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน(TAXI - METER) ได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงและค่าครองชีพได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดอัตรา ค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนเสีย ใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน
อาศัยอํานาจตามความในข้อ 15 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนที่จดทะเบียน ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2550 ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กําหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสําหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่ เกินเจ็ดคน (TAXI - METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานครฉบับประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ข้อ 2 อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กําหนด ดังนี้
ระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 35.00 บาท
ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 40 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 60 กิโลเมตรละ 8.00 บาท
ระยะทางเกินกว่า 60 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 80 กิโลเมตรละ 9.00 บาท
ระยะทางเกินกว่า 80 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10.50 บาท
กรณีรถไม่สามารถเคลื่อนที่หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรานาทีละ2.00 บาท
ข้อ 3 อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กําหนด ดังนี้
(1) กรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท
(2) กรณีการจ้างจากท่าอากาศยานดอนเมืองหรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยรถยนต์รับ จ้างนั้นจอดรอคนโดยสารอยู่ในท่าอากาศยาน ณ จุดที่ได้จัดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 50 บาท
ข้อ 4 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
Cr. ห้องนักลงทุน
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
Cr. ห้องนักลงทุน
"เตรียมปรับราคาน้ำมันครั้งใหญ่"
การเตรียมปรับราคาน้ำมันครั้งใหญ่ โดย
เป็นผลจากแรงกดดันและหลังจากราคาน้ำมันดิบโลกร่วงหนัก ในขณะที่กองทุนนำ้มันขณะนี้บวกอยู่ 10,169 ล้านบาท ทำให้น้ำมันทุกประเภทต่ำกว่า 30 บาท
กพช.เสนอปรับโครงสร้างใหม่*
เดิม ใหม่
เบนซิน 95 39.36 28.66
โซฮอล 95 32.30 27.49
โซฮอล 91 30.28 27.28
E20 28.98 25.02
E85 22.68 20.79
ดีเซล 27.89 27.62
LPG (ขึ้น) 24.16 25.53
เป็นผลจากแรงกดดันและหลังจากราคาน้ำมันดิบโลกร่วงหนัก ในขณะที่กองทุนนำ้มันขณะนี้บวกอยู่ 10,169 ล้านบาท ทำให้น้ำมันทุกประเภทต่ำกว่า 30 บาท
กพช.เสนอปรับโครงสร้างใหม่*
เดิม ใหม่
เบนซิน 95 39.36 28.66
โซฮอล 95 32.30 27.49
โซฮอล 91 30.28 27.28
E20 28.98 25.02
E85 22.68 20.79
ดีเซล 27.89 27.62
LPG (ขึ้น) 24.16 25.53
พลเอก ประยุทธ์ฯจะเป็นประธานที่ประชุม กพช. ตัดสินใจในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้
Cr. (tp@kttk-dezf7sdt13)
pantip.com/topic/32976714
Cr. (tp@kttk-dezf7sdt13)
pantip.com/topic/32976714
ปตท. แจ้งเหตุราคาน้ำมันไม่ลด ในขณะที่น้ำมันโลกร่วงหนัก
เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการผู้จัดการใหญ่ บ. ปตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ข่าวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ปรับตัวลดลงเกือบ 50% แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศกลับลดลงในสัดส่วนที่น้อยมาก เรื่องนี้ ปตท.ขอชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปเป็นคนละราคากัน เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโรงเรือน ภาษีเทศบาล เงินที่เรียกเก็บเข้าไปใส่ไว้ในกองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์พลังงานรวมแล้วเกือบ 15 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกลดลงไม่ได้มากนัก แต่ผู้ค้าน้ำมันก็ทยอยปรับลดลงเท่าที่จะกระทำได้ ตามนโยบายของรัฐบาลตลอดเวลา ดังนั้นราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ จะปรับลดได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะมีมาตรการในเรื่องนี้อย่างไร
ที่มา thairath
ที่มา thairath
Subscribe to:
Posts (Atom)

